เจาะอินไซด์ของชีวิตก้าวแรกหลังรั้วมหาวิทยาลัย

PODCAST - เจาะอินไซด์ก้าวแรกของชีวิตเมื่อออกจากรั้วมหาวิทยาลัย 
LIVE LIKE A FRESH GRAD!

GroupM Thailand in collaboration with Marketing Oops!

กรุ๊ปเอ็ม Podcast

 

MarTech Podcast ในตอนที่ 11 นี้ คุณณีว มาวิจักขณ์ และ คุณแพน จรุงธนาภิบาล จากแผนกพัฒนาและการตลาดของ กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย) ที่จับมือร่วมกับ Marketing Oops! จะพาคุณไปรู้จักกับ อินไซด์ (Consumer Insights) ของน้อง ๆ ที่เพิ่งจบการศึกษา (หรือกำลังศึกษาอยู่ในช่วงสุดท้าย) จากรั้วมหาวิทยาลัย ในเรื่องของการใช้ชีวิตรวมถึงความคาดหวังจากชีวิตหลังสำเร็จการศึกษา

 

 

ชีวิตก้าวแรกหลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของคนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะสำหรับยุคไหน ๆ เพราะแทบจะทันทีที่บัณฑิตได้ก้าวออกจากรั้่วมหาวิทยาลัยพร้อมกับใบปริญาบัตรในมือ (หรือ Fresh Grad) เรียกได้ว่าแทบทุกคนจะพบกับความท้าทายชิ้นใหม่ที่เข้ามาสู่ชีวิตในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการที่จะต้องค้นหาตัวตนหรือความต้องการที่แท้จริงของตัวเองให้เจอ สังคมใหม่ เพื่อนใหม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เปรียบได้กับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอีกรูปแบบหลังจากอยู่กับสถาบันการศึกษามาเกือบ 20 ปี

 

20 ปีของชีวิตภายในกรอบของการเป็นนักเรียน / นักศึกษา

ภายใต้ระบบการศึกษาในประเทศไทยนักเรียน / นักศึกษาแต่ละคนจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 16 ปีในการเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย (ระบบ 4 ปี) ทั้งนี้ไม่รวมอีก 3 ปีการศึกษาในช่วงอนุบาล 

 

ความท้าทายที่สำคัญของนักเรียนไทยก็คือการที่จะต้องตัดสินใจและเตรียมตัวเพื่อที่จะเลือกเส้นทางเดินสำหรับอนาคตของตัวเองตั้งแต่อยู่ในช่วงที่เรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อที่จะเลือกแผนการศึกษาในตอนที่เข้าสู่ชั้นมันธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งจะอยู่ติดตัวไปจนจบระดับชั้นมัธยมปลาย ซึ่งในปัจจุบันสามารถจัดกลุ่มแผนการศึกษาหลัก ๆ ได้คือสายวิทยาศาสตร์ สายคณิต-ภาษา สายภาษาต่างประเทศและศิลปะ หรือสายการเรียนอื่น ๆ ตามความสามารถและความถนัดของแต่ละโรงเรียน 

 

แต่ทั้งนี้สำหรับนักเรียนที่ศึกษาอยู่ภายใต้ระบบก็เรียกได้ว่าเหมือนถูกตีกรอบกลาย ๆ อย่างต่อเนื่องว่าในระดับอุดมศึกษานักเรียนจะสามารถเลือกเรียนในคณะหรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับแผนการศึกษาตอนมัธยมปลายได่อย่างไร เช่น

 

> นักเรียนสายวิทยาศาสตร์ จะเลือกเรียนในสาขาทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิศวกรรมศาสตร์ หรือ สถาปัตยกรรมศาสตร์

 

> นักเรียนสายคณิต-ภาษา จะเลือกเรียนทางสาขาบัญชี บริหารธุรกิจ นิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ศึกษาศาตร์ หรือ สาขาของสายภาษาต่างประเทศ (หรืออาจจะมีบ้างที่ข้ามสายมาทางสถาปัตยกรรมศาสตร์)

 

> หรือนักเรียนที่มาทางสายภาษาต่างประเทศและศิลปะ ก็จะเลือกเรียนไปทางสายอักษรศาสตร์ / ศิลปศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ / จิตรกรรมศาสตร์  /วิจิตรศิลป์ นิติศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ / ครุศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือ การท่องเที่ยวและการโรงแรม 

 

จากข้อมูลเบื้องต้นนับได้ว่านักเรียนไทยถูกบังคับให้เลือกทางในในการดำเนินชีวิตในอนาคตของตัวเองในช่วงอายุที่น้อยมาก (อายุ 14-15 ปี หรือช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 3) ซึ่งต่างกับนักเรียนในชาติตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด

 

ในประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐฯ หรือ อังกฤษ จะที่มีวัฒนธรรมที่เรียกว่า Gap Year - หรือช่วงเวลา 1 ปีหลังจบมัธยมปลายที่ (อดีต) นักเรียนสามารถออกไปลองใช้ชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ (หรือแม้กระทั่งสมัครเข้าทำงานเพื่อเก็บประสบการณ์ในสายงานที่ใฝ่ฝัน) ก่อนที่จะกลับเข้ามาสมัครเรียนในระดับมหาวิทยาลัย

 

เวลา 1 ปีใน Gap Year นี้นับได้ว่าเป็นเวลาที่เพียงพอที่ทำให้คนหนึ่งคนที่เริ่มมีวุฒิภาวะ (อายุ 19-20 ปี) สามารถวิเคราะห์และให้คำตอบกับตัวเองได้ว่าเป้าหมายในชีวิตของตนคืออะไร และการเลือกศึกษาวิชาในมหาวิทยาลัยนั้นจะสามารถช่วยตอบโจทย์นั้นได้อย่างไร

 

ปล. ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมถึงวัฒนธรรมทางความเชื่อและความนิยมของผู้ปกครงไทยบางส่วนที่ยังมีความเชื่อว่าการแนะนำ (บังคับ) ให้เลือกเรียนในสายการเรียนที่ตนเองมองไว้คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกหลานของตนเอง

 

ก่อนที่จะไปไกลกว่านี้พวกเราขอติดปีกบินข้ามมาเล่าเรื่อง อินไซด์ของนักศึกษา ในช่วงมหาวิทยาลัยกันเลยนะครับ จากการศึกษาผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักศึกษาไทยทั่วประเทศของ กรุ๊ปเอ็ม ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาพบว่า ในระหว่างที่ศึกษา / เรียนหนังสืออยู่นั้นนักศึกษาจะสร้างจินตนาการภาพการใช้ชีวิตของตัวเองหลังเรียนจบไว้อย่างยิ่งใหญ่ผ่านการมองเห็นภาพต่าง ๆ จากทั้งโซเชียลมีเดีย อาจารย์พิเศษที่ถูกเชิญมาสอน รวมไปถึงการพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาและรุ่นพี่ ทำให้นักศึกษาเริ่มที่จะสร้างและตั้งความคาดหวังทั้งในเรื่องอาชีพ องค์กรที่จะทำงาน ระดับเงินเดือนที่ควรได้รับ หรือแม้กระทั่งภาพการไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทในต่างประเทศ 

 

ซึ่งทั้งหมดนี้เมื่อก้าวเข้าสู่โลกแห่งความจริง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะไม่เป็นเหมือนที่จินตนาการไว้

 

ความสุขของชีวิต Fresh Grads คือการค่อย ๆ ค้นหาตัวตน

ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้วัฒนธรรมการเปลี่ยนงานของนักศึกษาจบใหม่ (Fresh Grads) ได้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะกับงานแรกของน้อง ๆ ที่จบใหม่ซึ่งแทบทั้งหมดได้บอกกับเราในระหว่างการสัมภาษณ์ว่า

เมื่อสิ่งที่ได้เจอในการทำงานนั้นไม่ตรงกับความคาดหวังที่ตั้งไว้เราก็ไม่ควรที่จะเสียเวลา เอาตัวเองออกไปค้นหาในสิ่งที่ใช่ดีกว่า 

 

อินไซด์ ที่น่าสนใจที่สามารถสรุปออกมาจากการพูดคุยกับนักศึกษาจบใหม่ก็คือ

ถ้าสามารถค้นหาตัวเองได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ใช่ก็จะสามารถนำมาซึ่ง ความสุขในชีวิต ทั้งในเรื่องการใช้ชีวิตและการทำงาน (โดยไม่ต้องลาออก)

 

โดยสรุปคำว่า ความสุขในชีวิต สำหรับคนจบใหม่ก็คือความสามารถในการแบ่งเวลาการใช้ชีวิตให้มีความสมดุลระหว่างชีวิตด้านการทำงานและด้านชีวิตส่วนตัว

> ด้านการทำงาน (Professional Side of Life) 
การเพิ่มหรือหาศักยภาพในการทำงาน คือการสร้างคุณค่าให้กับตัวเองก่อนที่จะก้าวออกไปทำงานเพื่อให้ได้รับการยอมรับในความสามารถ เราจะพบว่าน้อง ๆ เริ่มที่จะมีการลงเรียนคอร์สภาษาหรือวิชาต่าง ๆ เพิ่มเติม รวมถึงการเข้าร่วมการสัมมนา หรือการแข่งขันทั้งทางวิชาการและธุรกิจต่าง ๆ ก่อนที่จะเรียนจบ

 

> ด้านชีวิตส่วนตัว (Personal Side of Life)
การเรียนจบเปรียบเสมือนการเริ่มสร้างชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ เราจะเห็นการใช้ชีวิตเพื่อเติมเต็มอิสรภาพจากกรอบของการรับผิดชอบตนเองในช่วงที่เป็นนักศึกษา น้อง ๆ จะเริ่มให้ความสำคัญกับกิจกรรมต่าง ๆ เช่น กิจกรรมด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว การสังสรรค์ หรือแม้กระทั่งความรัก 

 

โดยทั่วไปแล้วเราจะพบว่าน้อง Fresh Grad กลุ่มนี้จะใช้ชีวิตในแบบ Work Hard, Play Harder - หรือเวลาทำงานจำตั้งใจอย่างเต็มที่ แต่เมื่อนอกเวลางานก็จะใช้มันแบบเต็มที่ - ซึ่งจุดหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับคนรุ่นใหม่ก็คือการใช้ชีวิต (Lifestyle) ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของตนเองมาก (เมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อนหน้า) กิจกรรมเพื่อสุขภาพ เช่น การเข้ายิม การวิ่ง Extreme Sports ก็เป็นการสร้างความสุขและความผ่อนคลายให้กับตัวเองได้รวมทั้งเป็นการสร้างตัวตนให้ผู้อื่นยอมรับได้เช่นกัน

 

The Fresh Grads - เมื่อสิ่งที่คาดหวังปะทะกับโลกแห่งความจริง

บนความคาดหวังด้านรายได้หลังจบการศึกษาเราพบว่ามีความแตกต่างกันอยู่หลายส่วนเริ่มตั้งแต่ความคาดหวังที่ต่างกันระหว่าง Fresh Grads ในกรุงเทพและต่างจังหวัด โดยเฉพาะในเรื่องของแรงขับเคลื่อนที่จะพาตัวเองไปยังภาพที่วาดไว้ในอนาคต

 

Fresh Grads จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพมีความคาดหวังก่อนที่จะจบการศึกษาว่าจะได้รับเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 30,000 บาท เนื่องจากการได้รับแรงบันดาลใจและแรงขับเคลื่อนผ่านโซเชียลมีเดียในเรื่องของการใช้ชีวิต การถูกหล่อหลอมด้วยภาพลักษณ์ในสังคม รวมถึงการแข่งขันต่าง ๆ

 

อย่างไรก็ตามเมื่อน้อง ๆ มีโอกาสได้เข้ามาฝึกงานและเห็นภาพในชีวิตจริงก็จะมีแนวคิดในเรื่องของค่าตอบแทนที่เปลี่ยนไป โดยที่น้อง ๆ จะเริ่มมองว่า เงิน ไม่ใช่คำตอบที่สำคัญอีกต่อไปในการเริ่มต้นชีวิตการทำงาน หากแต่เป็นการสะสมประสบการณ์ที่ถ้ายิ่งเพิ่มมากขึ้นก็จะเป็นตัวสร้างคุณค่าและทำให้พวกเขาสามารถวิ่งขึ้นไปสู่ระดับค่าตอบแทนที่หวังหรือมากกว่านั้นในอนาคตได้ 

 

เมื่อมุมมองและแนวคิดด้านการสะสมประสบการณ์กลายเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าตัวเงิน (ในช่วงแรกของการทำงาน) พบว่านักศึกษาจบใหม่ในกรุงเทพจะมีวิธีการหารายได้เสริมด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การเล่นหุ้น การขายสินค้าออนไลน์ การสอนพิเศษ ที่สามารถทำไปได้พร้อม ๆ กับการทำงานแบบเต็มเวลาเพื่อเก็บประสบการณ์

 

ในขณะเดียวกัน Fresh Grads ต่างจังหวัดโดยเฉพาะจากจังหวัดเมืองรองจะมีความคาดหวังเรื่องของค่าตอบแทนที่แตกต่างจาก Fresh Grads กรุงเทพและจังหวัดหลัก เนื่องจากลักษณะการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย หลาย ๆ คนมีความตั้งใจที่จะกลับไปทำงานกับหน่วยงานราชการที่ตนเองได้ฝึกงานมาเนื่องจากความต้องการด้านความมั่นคง ด้านสวัสดิการต่าง ๆ ที่ครอบคลุมถึงครอบครัว ดังนั้นเมื่อพูดถึงความคาดหวังจึงไปหนักอยู่ที่การรอการเปิดรับตำแหน่งของหน่วยงานราชการ ถ้าหน่วยงานนั้น ๆ ยังไม่มีตำแหน่งเปิดรับก็มีความยินดีที่จะเข้าเป็นพนักงานสัญญาจ้างเพื่อที่จะรอบรรจุต่อไป

 

ส่วนเรื่องของเงินเดิือน น้องกลุ่มนี้บอกว่าถ้าไม่ได้ทำงานราชการก็จะมีความคาดหวังในเรื่องค่าตอบแทนอยู่ที่ 10,000 - 15,000 บาท เนื่องจากแรงขับเคลื่อนของจิตใจและชีวิตจะไปอยู่ที่ความมั่นคง การได้ทำงานใกล้บ้าน และกลับไปพัฒนาบ้านเกิด

 

โอกาสสำหรับแบรนด์และนักการตลาด

เนื่องจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใกล้จะจบการศึกษาหรือเพิ่งเริ่มทำงานคือกลุ่มคนที่กำลังทุ่มเทสร้างชีวิตใหม่ให้กับตนเองผ่านก้าวแรกที่สำคัญของชีวิต ดังนั้นถ้าแบรนด์สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมหัวจมท้ายไปกับก้าวแรกก้าวนี้ แบรนด์ก็จะสามารถอยู่กับคนกลุ่มนี้ไปได้อย่าง รักแล้วรักเลย โดยวิธีที่แบรนด์จะสามารถแทรกซึมเข้าไปสู่ใจของกลุ่มนักศึกษาจบใหม่นี้ได้คือการเข้าไปเป็นส่วนของการใช้ชีวิตดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งก็คือ Professsional และ Personal โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วิธีหลัก คือ

> Inspiration หรือ การสร้างแรงบันดาลใจ
การช่วยให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้สามารถเข้าใจตัวเองและสร้างตัวตนเพื่อให้ได้รับการยอมรับ ซึ่งถือเป็น Long-term Engagement โดยเฉพาะการเป็นผู้นำการสร้างฐานกลุ่มลูกค้าที่มีเป้าหมายในการใช้ชีวิตคล้ายกัน ตัวแบรนด์ก็จะได้รับความเชื่อมั่นและความผูกพันธ์จากผู้บริโภคไปแบบไม่มีเงื่อนไง

 

> Live the Life หรือ การใช้ชีวิตที่สนุก 
แบรนด์ต้องไม่ลืมด้วยว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังมีความต้องการทางด้านการใช้ชีวิตที่สนุกอยู่ การเข้าไปเสริมความต้องการทางด้านนี้นับเป็น Short-term Engagement ซึ่งเป็นสิ่งที่หลาย ๆ แบรนด์ชอบใช้เนื่องจากการเห็นผลที่เร็วกว่า

 

ทั้งนี้ในการวางแผนกลยุทธ์แบรนด์หรือการตลาดสำหรับผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม เป็นการบ้านที่สำคัญสำหรับนักการตลาดที่จะต้องเข้าใจถึงจุดยืน (Brand Stand For) และบุคลิกของแบรนด์ (Brand Personality) ว่าจะสามารถเข้าไปอยู่กับผู้บริโภคด้วยวิธีใด  

 

 

TAG | PODCAST

คุณสามารถรับฟัง MarTech Podcast จาก GroupM และอ่านบทสรุปแบบเต็มได้ทาง Marketing Oops! Podcast

 

Neil Mavichak and Pan Jroongtanapibarn of GroupM Thailand

ณัฐวีร์ ณีว มาวิจักขณ์ / Neil Mavichak
Managing Partner - Marketing & Development, GroupM Thailand
Neil.Mavichak@groupm.com
นักวางแผนกลยุทธการสื่อสาร อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัย นักเดินทาง
ผู้มีความหลงใหลในศิลปะการเก็บภาพโมเมนต์ต่าง ๆ ผ่านมือถือพอ ๆ กับการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค


แพน จรุงธนาภิบาล / Pan Jroongtanapibarn
Associate Director - Marketing & Development, GroupM Thailand
Pan.Jroongtanapibarn@groupm.com
นักศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค นักการตลาด และผู้ชื่นชอบการวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ